ทดลองงานไม่ผ่าน ให้ออกได้เลย…จริงหรือ? เรื่องที่นายจ้างควรรู้ก่อนเสียเงินแสน

เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด

คุณเปิดร้านมาได้สองปี ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จนวันหนึ่งพนักงานคนหนึ่งเริ่มมาสาย ทำงานผิดพลาดซ้ำๆ คุณจึงเรียกเขาเข้ามาคุยแล้วบอกว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้วนะ” เรื่องน่าจะจบแค่นั้น…

สามสัปดาห์ต่อมา จดหมายจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็มาวางอยู่บนโต๊ะ พร้อมยอดเงินที่ต้องจ่ายเกินหนึ่งแสนบาท

ฟังดูเกินจริง? ไม่เลย นี่คือสถานการณ์ที่เจ้าของธุรกิจหลายคนเจอ และส่วนใหญ่ไม่ได้พลาดตอนให้ออก แต่พลาดตั้งแต่วันแรกที่รับเข้าทำงาน

บทความนี้จะพาคุณไล่ดูทีละขั้น ตั้งแต่ความเชื่อผิดๆ ที่พบบ่อย ช่องทางที่ลูกจ้างใช้เรียกร้องสิทธิ เงินแต่ละก้อนที่อาจต้องจ่าย ไปจนถึงวิธีป้องกันตัวเองแบบแทบไม่เสียเงิน

5 ความเชื่อที่ทำให้นายจ้างเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

  •         “ยังทดลองงานอยู่ ให้ออกได้ฟรี” — ไม่จริง กฎหมายไม่สนว่าคุณเรียกช่วงนั้นว่าอะไร แต่ดูอายุงานจริง ทำงานครบ 120 วันเมื่อไหร่ ให้ออกก็ต้องจ่ายค่าชดเชย และต่อให้ยังไม่ครบ 120 วัน ก็ยังต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวอยู่ดี
  •         “ทำสัญญาปีต่อปี ไม่ต่อก็จบ” — ครบปีแล้วไม่ต่อสัญญา กฎหมายยังถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ข้อยกเว้นมีเพียงงานโครงการเฉพาะกิจที่กำหนดวันเริ่มและวันสิ้นสุดชัดเจน และต้องไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น
  •         “ประกันสังคมไว้ทำทีหลังก็ได้” — ต้องขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ถ้าลืม นอกจากต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มแล้ว หากลูกจ้างเจ็บป่วยหรือประสบเหตุในช่วงนั้น นายจ้างอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง
  •         “เขียนว่ารวมโอทีแล้ว ก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม” — โอทีต้องจ่ายไม่น้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด คือ 1.5 เท่าสำหรับทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน และ 3 เท่าสำหรับทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ถ้าที่จ่ายจริงต่ำกว่านี้ ลูกจ้างเรียกส่วนต่างย้อนหลังได้
  •         “เก็บเงินค้ำประกันทุกคนไว้ก่อน ปลอดภัยกว่า” — เรียกได้เฉพาะบางตำแหน่ง เช่น งานที่ดูแลเงินหรือทรัพย์สินของบริษัท และต้องคืนภายใน 7 วันนับจากวันที่ลูกจ้างออกจากงาน

พนักงานไม่พอใจที่ถูกให้ออก เขาทำอะไรได้บ้าง?

สิ่งที่นายจ้างหลายคนไม่รู้คือ ลูกจ้างไม่ต้องจ้างทนายและไม่ต้องเสียเงินสักบาท ก็เรียกร้องสิทธิได้ถึง 2 ทาง

ทางที่ 1: ร้องเรียนพนักงานตรวจแรงงาน

ลูกจ้างยื่นคำร้อง (แบบ คร.7) ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ได้เลย ช่องทางนี้เหมาะกับการทวงเงินที่กฎหมายกำหนดไว้ชัด เช่น ค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย โอที หรือเงินค้ำประกัน

  •         พนักงานตรวจแรงงานจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาชี้แจง และต้องมีคำสั่งภายใน 60 วัน (ขยายได้อีก 30 วัน)
  •         ถ้าสั่งให้นายจ้างจ่ายแต่นายจ้างไม่เห็นด้วย ต้องฟ้องศาลแรงงานภายใน 30 วัน และต้องวางเงินตามคำสั่งต่อศาลก่อนจึงจะฟ้องได้
  •         ถ้านายจ้างไม่ฟ้องและไม่จ่าย คำสั่งจะเป็นที่สุด และอาจถูกดำเนินคดีอาญาต่อ

ทางที่ 2: ฟ้องศาลแรงงานโดยตรง

เขียนคำฟ้องไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ลูกจ้างแถลงด้วยวาจาแล้วเจ้าหน้าที่จะช่วยจดให้ ไม่มีค่าธรรมเนียมศาล และศาลจะนัดไกล่เกลี่ยก่อนเสมอ ถ้าตกลงกันไม่ได้จึงเข้าสู่การสืบพยานและพิพากษา

ทำไมทางนี้น่ากังวลที่สุด: ศาลแรงงานเป็นที่เดียวที่ลูกจ้างเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานสั่งให้ไม่ได้ และก้อนนี้มักเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดในคดี

เงิน 4 ก้อนที่ลูกจ้างเรียกได้

หลายบริษัทคิดว่าจ่ายค่าชดเชยแล้วเรื่องจบ แต่ความจริงเงินแต่ละก้อนมาจากคนละมาตรา และเรียกแยกกันได้

ก้อนที่ 1: ค่าชดเชยตามอายุงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118)

คำนวณจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย ยิ่งทำงานนาน ยิ่งได้มาก

  •         ไม่ถึง 120 วัน: ยังไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย
  •         120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี: ค่าจ้าง 30 วัน
  •         1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี: ค่าจ้าง 90 วัน
  •         3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี: ค่าจ้าง 180 วัน
  •         6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี: ค่าจ้าง 240 วัน
  •         10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี: ค่าจ้าง 300 วัน
  •         20 ปีขึ้นไป: ค่าจ้าง 400 วัน

ข้อยกเว้นเดียวคือกรณีร้ายแรงตามมาตรา 119 เช่น ทุจริต จงใจทำให้บริษัทเสียหาย ขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือทำผิดซ้ำหลังได้รับหนังสือเตือน และนายจ้างต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ให้ได้

ก้อนที่ 2: เงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (มาตรา 17)

ให้ออกทันทีโดยไม่บอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง ต้องจ่ายเงินแทนเท่ากับค่าจ้างของช่วงนั้น ก้อนนี้ใช้กับพนักงานทดลองงานด้วย

ก้อนที่ 3: ค่าพักร้อนที่ยังไม่ได้ใช้ และเงินที่ค้างอยู่ (มาตรา 67)

รวมถึงค่าจ้าง โอที และเงินค้ำประกันที่ยังไม่ได้คืน

ก้อนที่ 4: ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49)

ถ้าศาลเห็นว่าให้ออกโดยไม่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ก้อนนี้ต้องจ่ายเพิ่มจากค่าชดเชย แม้บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยครบแล้วก็ตาม

อย่าลืมดอกเบี้ย! ค้างจ่ายค่าจ้างหรือค่าชดเชย นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ย 15% ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะมีเงินเพิ่มอีก 15% ทุก 7 วัน

ถึงมือศาลแล้ว ต้องจ่ายเท่าไหร่?

ค่าชดเชย เงินแทนการบอกกล่าว และค่าพักร้อน มีสูตรตายตัวจึงคำนวณได้ค่อนข้างแน่นอน ส่วนที่ทำให้นายจ้างนอนไม่หลับคือค่าเสียหายตามมาตรา 49 เพราะไม่มีเพดาน ศาลใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาจาก

  •         อายุของลูกจ้าง (ยิ่งอายุมาก หางานใหม่ยาก มักได้มากขึ้น)
  •         อายุงานที่ทำมา
  •         ความเดือดร้อนที่ได้รับจากการถูกให้ออก
  •         เหตุผลที่นายจ้างให้ออก ฟังขึ้นแค่ไหน
  •         ค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับไปแล้ว

และถ้าศาลเห็นว่ายังทำงานร่วมกันได้ ศาลอาจสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิมแทนการจ่ายเงินก็ได้

ลองคำนวณจากเคสสมมติ

พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท ทำงานมา 2 ปี 6 เดือน ถูกบอกให้ออกวันนั้นเลยโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน และยังเหลือวันพักร้อน 4 วัน

  •         ค่าชดเชย (มาตรา 118): 90 วัน × ประมาณ 833 บาท = 75,000 บาท
  •         เงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (มาตรา 17): อย่างน้อย 1 รอบเงินเดือน = 25,000 บาท
  •         ค่าพักร้อนคงเหลือ (มาตรา 67): 4 วัน × ประมาณ 833 บาท = ประมาณ 3,333 บาท

รวมเงินตามกฎหมาย: ประมาณ 103,333 บาท

ถ้าศาลเห็นว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม: ศาลอาจกำหนดค่าเสียหายตามมาตรา 49 เพิ่ม สมมติว่า 3 เดือน หรือ 75,000 บาท*

ยอดรวมทั้งหมด: ประมาณ 178,333 บาท

* ค่าเสียหายตามมาตรา 49 เป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ของจริงอาจมากหรือน้อยกว่านี้มาก ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี และยังไม่รวมดอกเบี้ยหากค้างจ่าย

เกือบสองแสนบาท จากประโยคเดียวว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว”

แล้วนายจ้างชนะคดีได้ไหม?

ได้ ถ้ามีหลักฐานดี ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4630/2565 ผู้บริหารฝ่ายบัญชีทำงานบกพร่องซ้ำหลังได้รับหนังสือเตือน ศาลเห็นว่าบริษัทมีเหตุสมควร จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายตามมาตรา 49 กุญแจสำคัญคือหนังสือเตือนที่เป็นลายลักษณ์อักษร และการให้โอกาสปรับปรุงตัวอย่างแท้จริง

8 วิธีป้องกันตัว เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

ข่าวดีคือปัญหาส่วนใหญ่ป้องกันได้ตั้งแต่ต้น และแทบไม่มีค่าใช้จ่าย

  1. ทำสัญญาจ้างและข้อบังคับการทำงานให้ชัด ระบุหน้าที่ เวลาทำงาน และเกณฑ์ประเมินผลงาน
  2. ประเมินพนักงานทดลองงานให้เสร็จก่อน 120 วัน และบอกเลิกล่วงหน้าตามรอบจ่ายเงินเดือน
  3. ขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายใน 30 วัน นับจากวันแรกที่รับเข้าทำงาน
  4. จ่ายโอทีตามจริงและเก็บบันทึกเวลาทำงาน อย่าฝากความหวังไว้กับประโยค “รวมโอทีแล้ว” ในสัญญา
  5. ตักเตือนเป็นหนังสือทุกครั้ง ระบุสิ่งที่ผิด สิ่งที่ต้องแก้ไข และให้ลูกจ้างเซ็นรับทราบ
  6. เขียนเหตุผลการเลิกจ้างให้ครบในหนังสือเลิกจ้าง เพราะในศาล นายจ้างจะยกเหตุที่ไม่ได้ระบุไว้ขึ้นมาอ้างทีหลังไม่ได้
  7. จ่ายเงินทุกก้อนให้ครบและตรงเวลา ตัดปัญหาดอกเบี้ยและเงินเพิ่มได้ทันที
  8. ถ้าจะตกลงกัน ทำบันทึกข้อตกลงให้รัดกุม และเปิดโอกาสให้ลูกจ้างได้อ่านก่อนเซ็น

ป้องกันวันนี้ ถูกกว่าแก้ปัญหาพรุ่งนี้

ค่าทำสัญญาจ้างดีๆ สักฉบับ ถูกกว่าค่าเสียหายในศาลแรงงานหลายสิบเท่า และที่สำคัญกว่าเงิน คือช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงานของคุณไว้ได้

เราช่วยคุณได้ตั้งแต่ร่างสัญญาจ้างและข้อบังคับการทำงาน วางขั้นตอนตักเตือนและเลิกจ้างให้ถูกต้อง ตรวจหนังสือเลิกจ้างก่อนส่ง ไปจนถึงเป็นตัวแทนชี้แจงต่อพนักงานตรวจแรงงานและศาลแรงงาน

กำลังจะให้พนักงานออก หรือเพิ่งได้รับหนังสือจากพนักงานตรวจแรงงาน? ปรึกษาเราก่อนตัดสินใจ ติดต่อได้ที่ ช่องทางด้านล่าง

ติดต่อเรา

เบอร์โทร +666166151662

Line: +6686 996 1599

Instagram: wongsudalegalopinion

WeChat: wongsudasupaporn

WhatsApp: wongsudasupaporn

LINE Official Account: @944ngxes

 

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีใดโดยเฉพาะ ผลของคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ตัวเลขในตัวอย่างเป็นการคำนวณสมมติ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ ข้อมูล ณ 27 ต.ค. 2569

#กฎหมายแรงงาน #เลิกจ้าง #เลิกจ้างไม่เป็นธรรม #ค่าชดเชย #ทดลองงาน #ศาลแรงงาน #สิทธิลูกจ้าง #นายจ้าง #HR #สัญญาจ้าง #ประกันสังคม #โอที #เจ้าของธุรกิจ #SME

 

บทความล่าสุด

บทความล่าสุด

สำนักงานกฎหมาย วงศ์สุดา และ พาร์ทเนอร์

ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ในการให้บริการด้านกฎหมายและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร

ที่ตั้งสำนักงาน: 23 ถนนประชาชื่นนนทบุรี ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000